วันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2557

แผนงานขั้นตอนการพัฒนาระบบสารสนเทศ

1.การสำรวจองค์กรเบื้องต้น
เริ่มเปิดร้านวันแรกในวันที่ 25 พฤษภาคม 2556 ร้านแกแฟของเจ้าบ่าว-เจ้าสาวข้าวใหม่ปลามัน ด้วยเงินก้อนหนึ่งหลังจากการแต่งงานกันไปได้ 1 ปี จึงคิดอยากที่จะลงทุนเปิดกิจการเป็นขอตัวเอง ใช้พื้นที่หน้าบ้านเปิดร้านกาแฟเล็กๆ โดยไม่ต้องไปเสียค่าเช่าที่สักบาท ประจวบเหมาะกับที่บ้านตั้งอยู่ใกล้กับโรงเรียนมารีย์พิทักษ์ ลูกค้าส่วนมากที่มาซื้อก็จะเป็นนักเรียนและอาจารย์จากโรงเรียนมารีย์พิทักษ์ เวลาที่เปิดร้านจะมี 2 ช่วงคือ ช่วงเช้า 06.00-08.30 และช่วงบ่าย 14.00-18.00 น. ในร้านไม่ได้ขายแค่กาแฟเท่านั้น ยังมีเมนูอื่นๆอีกด้วย เช่น นมสด ชาเขียว ชาเย็น โอวัลติน โกโก้ มาม่า เฟรนฟราย ลูกชิ้นทอด และเมนูนมสดโอริโอ้ปั่น ก็ยังเป็นเมนูที่ขายดีสูสีกับกาแฟในร้านอีกด้วย แถมร้านของเรายังเป็นสถานที่รวมตัว/นัดพบของนักเรียนในตอนเลิกเรียนอีกด้วย

2.การวิเคราะห์ความต้องการขององค์กร
ทางร้านของเราได้มีสื่อหลายอย่างในการโฆษณาเช่นเพจเฟสบุค ทวิตเตอร์ บลอคเกอร์ โดยทางร้านเราได้มีการอัพเดทข่าวสารอยุ่อย่างสม่ำเสมอการตอบรับของผู้บริโภคก็ถือว่าได้ผลดี มีลูกค้ามาอุดหนุนเพิ่มมากกว่าเดิม 

3.การออกกแบบระบบ
การออกแบบเพจต่างๆ เราได้ทำให้ดูสบายตา เหมาะกับบรรยากาศในการจิบกาแฟ ทำให้ผู้บริโภคอยากจิบกาแฟเพิ่มมากขึ้น ลูกค้าร้านเราจึงเพิ่มมากขึ้น 

4.การจัดหาอุปกรณ์ของระบบ
เราได้จัดการแชร์บลอค เพจ ทวิตเตอร์ ผ่านหลายทาง โดยมีการอัพเดทอย่างสม่ำเสมอ มีการเชิญชวนเพื่อนให้เข้าไปดูและติดตามได้ที่
-Fanpage    https://www.facebook.com/coffeejannongg
-twitter      https://twitter.com/chipoopoo
-blogger     http://screamz69.blogspot.com

5.การติดตั้งระบบและการบำรุงรักษาระบบ
จะมีการแชร์เพจ ทวิตเตอร์ บลอค อยู่อย่างสม่ำเสมอ ทำให้คนอื่นๆเห็นและได้มาติดตาม ส่วนการบำรุงรักษานั้น เรามีการอัพเดทข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับร้านเรา และปรับปรุงรูปแบบใหม่ๆเสมอ เพื่อไม่ให้เบื่อกับรูปแบบเดิมของหน้าเพจ ทวิตเตอร์ และบลอค เราจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขไปเรื่อยๆ เพื่อให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น 


วันจันทร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2557


วิธีทำกาแฟมอคค่า

มอคค่า (Mocha) หมายถึงกาแฟมอคค่า เป็นกาแฟ อราบิก้า ชนิดหนึ่ง ซึ่งปลูกอยู่บริเวณท่าเรือมอคค่าในประเทศเยเมน กาแฟมอคค่ามีสีและกลิ่นคล้ายชอคโกแลต (แม้ว่าจะไม่มีส่วนประกอบของชอคโกแลตในมอคค่าเลยก็ตาม) อันเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้กาแฟมอคค่าเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

นอกจากนี้ มอคค่า ยังหมายถึงเครื่องดื่มกาแฟซึ่งมี เอสเพรสโซ่ และ โกโก้ เป็นส่วนประกอบ เสิร์ฟทั้งแบบร้อนและแบบเย็นใส่น้ำแข็ง
เรามาลองทำกาแฟมอกค่า โดยไม่ต้องหาซื้อ อาราบิก้ามอกค่ามาจากเยเมน มอกค่าที่เราดื่มกันในราคาแพงๆ ก็สูตรนี้แหละ ไม่ใช่ต้นฉบับจากเยเมน เพราะออกจะหายากและราคาก็เอาการเหมือนกัน
สูตร 1 กาแฟมอกค่าร้อน
แม้ว่าสูตรที่ถูกต้องแล้ว ต้องใช้กาแฟจากเยเมน  แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันมาตั้งนานแล้วว่า กาแฟมอกค่า ก็ตือกาแฟใส่นมที่มีชอกโกแล็ต ผสมอยู่ เป็นที่ชื่นชอบของหลายๆ ท่าน ที่ต้องการเปลี่ยนการดื่มกาแฟรสชาติที่คุ้นเคยให้แปลก และอร่อยไปอีกแบบ
ส่วนผสม
  1. กาแฟดำร้อน (หรือเอสเพรสโซ่)                         2/3 ถ้วยกาแฟ *
  2. นมสดร้อนผสมชอกโกแลต                                1/3 ถ้วยกาแฟ **
  3. ผงชอกโกแลต                                          (พอประมาณ)
  4. น้ำเชื่อมรสชอกโกแลต                                    1 ช้อนชา (หรือตามชอบ ถ้าไม่มี ใช้น้ำตาล หรือน้ำเชื่อมแทนได้)
วิธีชง
  1. ผสมน้ำเชื่อมรสชอกโกแลต (หรือน้ำตาล หรือน้ำเชื่อม) ชิมรสตามชอบ
  2. อุ่นนมให้ร้อน ประมาณ 60 องศาเซลเซียส แล้วทำฟองนมด้วยแก้ว French Press (ดูเพิ่มในกาแฟคาปูชิโน) ให้ขึ้นนมเป็นฟองละเอียดนุ่ม
  3. ใช้ช้อนกันฟองนมจากแก้ว French Press ค่อยๆ เทนมที่ไม่เป็นฟองลงไปในแก้วกาแฟ ซึ่งอยู่ด้านล่างของแก้ว French Press แล้วคนให้เข้ากับกาแฟ
  4. ปิดหน้ากาแฟด้วยฟองนม โรยหน้าด้วยผงชอกโกแลต
  5. ถ้าต้องการแต่งลายหน้าฟอง ใช้ผงชอกโกแลต หรือชอกโกแลตแบบเหลวที่ใช้ราดหน้าขนมปังหรือไอสกรีมราดเล็กน้อย ใช้ไม้จิ้มฟันแต่งได้ง่ายๆ
คำแนะนำ
  • * กาแฟดำร้อน อยากให้รสดีควรใช้กาแฟ อราบิก้า ผสม โรบัสต้า ใช้กาแฟสำเร็จรูป 2 ช้อนชา หรือกาแฟบด 2 ช้อนโต๊ะ กับน้ำ 2/3 ถ้วยชา - ประมาณ 2 ออนซ์ หรือ 60 ซีซี กาแฟสำเร็จรูป เทน้ำร้อนผสมกาแฟได้เลย ส่วนกาแฟบด (กาแฟสด) ต้องใช้เครื่องชงกาแฟ หรือแก้ว French Press
  • ** นมชอดโกแลต ใช้นม UHT หรือ พาสเจอร์ไรซ์ รสชอกโกแลต จะให้รสชาติอร่อย อาจผสมนมสดกับโอวัลติน หรือไมโล รสชาติคล้ายกัน พอแทนกันได้แต่ไม่เหมือนต้นฉบับ
  • ถ้ามีแต่นมสด ไม่มีนมชอกโกแลต ใช้ผสมผงโกโก้ หรือชอกโกแลต หรือไมโล หรือโอวัลตินรสชอกโกแลต พอใช้แทนกันได้ แต่รสชาติอาจแตกต่างไปบ้าง แล้วใช้นมสดทำฟองนม เทปิดแก้วเหมือนกันได้
สูตร 2 กาแฟมอกค่าเย็น
 ส่วนผสม
  1. กาแฟดำร้อน (หรือเอสเพรสโซ่)                         2/3 ถ้วยกาแฟ
  2. นมสดผสมชอกโกแลต                                     1/3 ถ้วยกาแฟ
  3. ผงชอกโกแลต          (พอประมาณ)
  4. น้ำเชื่อมรสชอกโกแลต                                        1 ช้อนชา
    (หรือตามชอบ ถ้าไม่มี ใช้น้ำตาล หรือน้ำเชื่อมแทนได้)
  5. น้ำแข็งหลอดก้อนเล็ก                                        1 แก้ว*
วิธีชง
  1. ผสมน้ำเชื่อมรสชอกโกแลต (หรือน้ำตาล หรือน้ำเชื่อม) ชิมรสตามชอบ
  2. อุ่นนมให้ร้อน ประมาณ 60 องศาเซลเซียส แล้วทำฟองนมด้วยแก้ว French Pressห้ขึ้นนมเป็นฟองละเอียดนุ่ม **
  3. ใช้ช้อนกันฟองนมจากแก้ว French Press ค่อยๆ เทนมที่ไม่เป็นฟองลงไปในแก้วกาแฟ ซึ่งอยู่ด้านล่างของแก้ว French Press แล้วคนให้เข้ากับกาแฟ
  4. เทลงในน้ำแข็ง
  5. ปิดหน้ากาแฟด้วยฟองนม โรยหน้าด้วยผงชอกโกแลต
  6. ถ้าต้องการแต่งลายหน้าฟอง ใช้ผงชอกโกแลต หรือชอกโกแลตแบบเหลวราดท็อปปิ้งเล็กน้อย
คำแนะนำ
  • * ใช้น้ำแข็งทุบแทนได้ แต่จะละลายเร็ว ต้องรีบดื่ม
  • ** ใช้ ครีมนม หรือไอสกรีมชอกโกแลตที่ชอบ (เช่นไอสกรีมวานีลาชอกโกแลตชิป หรือไอสกรีมรสชอกโกแลต) โปะหน้าสักก้อนก็อร่อยมาก

วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2557


        อาจารย์และนักศึกษาสาขาวิชานิเทศศาสตร์ ร่วมใจจัดกิจกรรมปีใหม่ 2557 เชื่อมความสัมพันธ์รับปีใหม่ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2556 ณ ห้องประชุมคณะวิทยาการจัดการ คณาจารย์และนักศึกษาพร้อมใจร่วมงานคีกคัก โดยมีนักศึกษาเข้าร่วมงานกว่า 300 คน และอาจารย์ประกอบด้วยผศ.ดร.วัชพร มานะจิตร ผศ.ดร.เสกสรร สายสีสด อ.สุวัฒนา ดีวงษ์ อ.สุพรรษา ปัญญาทอง อ.นวียาฐ์ ศักยเศรษฐ์ อ.ชาย วรวงศ์เทพ และมีอาจารย์พิเศษเข้าร่วมงานประกอบด้วยอ.สมศักดิ์ ถนัดช่าง อ.ธีรภพ พลเชียงดี นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนของรางวัลจากอาจารย์เอกราช เจียมอุย และศิษย์เก่านายแบงค์วีรชน ร่วมมอบของขวัญให้กับน้อง ๆ ด้วย ภายในงานมีการแสดงของนักศึกษา การจับของรางวัล ปิดท้ายด้วยการร้องเพลงรับปีใหม่ร่วมกันระหว่างนักศึกษาและอาจารย์อย่างประทับใจอีกด้วย


วิธีทำเอสเปรสโซ่


       สำหรับวันนี้ผมจะมาสอนวิธีทำกาแฟเอสเปรสโซ่กันนะครับ หลายๆคนอาจจจะคิดว่ายาก แต่วิธีการทำมันง่ายนิดเดียวครับ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

สูตรเอสเปรสโซ่ Espresso Recipes
 กาแฟคั่วกลาง Medium Roasted 10 กรัม/g, หรือ ประมาณ 1 ½ ช้อนตวงกาแฟบด หรือ
 กาแฟคั่วเข้ม Espresso Roasted   8 กรัม/g.
วิธีชง
นำกาแฟมาบดแล้วชงด้วยเครื่องชงกาแฟ กลั่นให้ได้น้ำกาแฟประมาณ 25 - 30 ซีซี กาแฟเอสเปรสโซ่คือกาแฟที่จะนำไปเป็นส่วนผสมหลักในกาแฟสูตรร้อน-เย็นอื่นๆ ที่จะนำมาให้ลองชงกันดูนะคับ
หลังจากชงกาแฟเอสเปรสโซ่ได้แล้ว ก็มาลองนำสูตรที่แนะนำและถึงแม้จะเป็นสูตรพื้นๆ แต่ก็น่าจะทำให้มือใหม่ๆได้ลองชงลองชิมนะ

 *tip น้ำหนักกาแฟคั่วจะมีน้ำหนัก-เบา ที่แตกต่างกันตามลักษณะการคั่ว ดังนั้นการที่จะนำเอามาตรฐานน้ำหนักของกาแฟคั่วตัวใดตัวหนึ่งมาบอกเป็นตัวเลขกำหนดว่า 8-10 กรัมนั้นจะเป็นค่าเฉลี่ย ของน้ำหนักกาแฟคั่ว เมื่อนำมาบดจะให้ปริมาณผงกาแฟต่างกันไปด้วย จึงควรขอความรู้จากผู้สอนชงกาแฟ หรือหากจะเรียนรู้ด้วยตนเองก้ไม่ยากเพียงแค่ใช้การตวงกาแฟที่บด ด้วยการตักใส่ในตะแกรงที่มีตั้งแต่ 1-2 หรือจะมีคนแนะนำให้เลือก แบบ 3ชอท มาใช้ซึ่งอันหลังเพิ่งจะได้ยินจากคนขายเครื่องชงที่แนะนำ แต่หากรู้จักสังเกต ตระแกรง 1ชอทจะไม่ลึกเท่ากับ 2ขอท เมื่อซื้อเครื่องชงมาจะมีมาให้ 2ขนาดคือ ตระแกรงแบบ 1และ2ชอท คือ 1ชอทสำหรับคนชอบกาแฟไม่เข้มเกินไปการตวงด้วยการตักกาแฟที่บดแล้วพอดีตระแกรงแล้ว กดด้วยเทมเปอร์ อีกหนึ่งอุปกรณ์ที่จำเป็นเหมือนกันสำหรับการใช้เตรียมกาแฟก่อนชง ดังนั้นเมื่อจะบดกาแฟ จะได้คำตอบว่าเครื่องรุ่นที่คุณใช้ควรบดกาแฟละเอียด-หยาบอย่างไรและจำเป็นหรือไม่ที่ต้องกดด้วยตัวกดกาแฟ(เทมเปอร์)เพื่อช่วยให้เกิดแรงกดเมื่อนำไปชง การไหลของกาแฟจะได้น้ำกาแฟที่เข้มขึ้น ก็น่าจะอยู่ที่การทำความเข้าใจและรู้พื้นฐานของเครื่องชงที่คุณมีด้วยนะ

วันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วิธีการทำ กาแฟคาปูชิโน่เย็น


เหมือนเดิมนะครับ ก่อนที่ผมจะสาธิตวิธีการทำกาแฟคาปูชิโน่เย็น  มาคุยกันเรื่องอะไรคือ คาปูชิโน่

คาปูชิโน่ เป็นเครื่องดื่มกาแฟของ อิตาลี ที่เตรียมพร้อมกับกาแฟ เอสเปรสโซ่, นมร้อน และโฟมนมร้อน .ในแบบดั้งเดิมและแหล่งกำเนิด ( โดยปกติจะเสริฟใน อิตาลี หรือ ยุโรป ) คาปูชิโน่ ปริมาณ 6 ออนซ์ ( กาแฟเอสเปรสโซ่ 2 ออนซ์  + นมร้อน 2 ออนซ์  โฟมนม ) แต่ส่วนใหญ่ ร้านกาแฟในอเมริกา กาแฟคาปูชิโน่ จะเสริฟประมาณ 12 ออนซ์ หรือมากกว่านั้น ถ้าคุณสังเกต คาปูชิโน่  ( ในแหล่งกำเนิด ) คือ เอสเปรสโซ่ 2ออนซ์ ตามด้วยนมร้อน 2 ออนซ์ และโฟมนมร้อนอยู่ด้านบน ความแตกต่างระหว่าง คาปูชิโน่ และ ลาเต้ คือ จำนวนนมและโฟมนม. 

ดังนั้น คาปูชิโน่  หรือ ลาเต้ หรือ เอสเปรสโซ่  ไม่ใช่ที่เมล็ดกาแฟอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจนะครับ ( โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟหรือคนไทยบางส่วน ) คาปูชิโน่ หรือ ลาเต้ หรือ เอสเปรสโซ่  คือวิธีการที่ใช้ทำกาแฟ นะครับ

เอาล่ะ ตอนนี้มาเริ่มการทำคาปูชิโน่เย็นกันเลยนะครับ และเหมือนกับเมนูประเภทอื่น ๆ คือไม่มีเคล็ดลับ และเป็นวิธีทำที่ง่าย ๆ ครับ และวันนี้ ผมจะแสดงวิธีทำ 2 วิธีเหมือนเดิมนะครับ แบบที่  1 คือแบบ ต้นตำรับ (จาก คาปูชิโน่ร้อน ) และอีกวิธีคือแบบที่ใช้ นมข้นหวาน ครับ ( แบบไทยสไตล์ )


กาแฟ คาปูชิโน่ เย็น ( แบบ ต้นตำรับ )

- กาแฟเอสเปรสโซ่ 2 ช๊อต ( 2 ออนซ์ )
- เทนมสดเย็น 2 – 2.5ออนซ์ ลงในมิกซ์เซอร์ ( แก้วผสม )
ทำโฟมนมเย็น ด้วยการปั๊มในเหยือกทำโฟมเย็น ( ฟิชเชอร์ ) หรือใช้แบบมอเตอร์ทำโฟมนมก็ได้ครับแต่ผมขอ แนะนำให้ใช้เหยือกนะครับสะดวก รวดเร็ว และโฟมนมสวยด้วยครับ )
- เติมน้ำแข็งใส่แก้ว 16-22 ออนซ์ ให้เต็มแก้ว
- เท กาแฟเอสเปรสโซ่ ลงในแก้ว
- เติมด้วยนมสดเย็น
ตามด้วยโฟมนมเย็น
โรยผงชินนามอน บนโฟมนม ( ถ้าคุณชอบนะครับ )
( ถ้าชอบหวานสามารถเติมน้ำตาลหรือน้ำเชื่อมได้ครับ ตามความชอบเลยครับ )
เสร็จเรียบร้อยครับ  


กาแฟ คาปูชิโน่เย็น ( แบบ ไทยสไตล์ )

- กาแฟเอสเปรสโซ่ 2 ช๊อต ( 2 ออนซ์ )
- เทนมข้นหวาน ประมาณ 0.25- 0.5 ออนซ์ ลงในแก้วตวง
- เทนมสดเย็น ประมาณ 1.75 -2 ออนซ์ ในแก้วตวง
ทำโฟมนมเย็น ด้วยการปั๊มในเหยือกทำโฟมเย็น ( ฟิชเชอร์ ) หรือใช้แบบมอเตอร์ทำโฟมนมก็ได้ครับแต่ผมขอ แนะนำให้ใช้เหยือกนะครับสะดวก รวดเร็ว และโฟมนมสวยด้วยครับ )
เติม เอสเปรสโซ่ ลงไปในแก้วผสม
- ผสมนมข้นหวานกับเอสเปรสโซ่ ให้เข้ากัน
- เติมน้ำแข็งใส่แก้ว 16-22 ออนซ์ ให้เต็มแก้ว
เทเอสเปรสโซ่ที่ผสมกับนมข้นหวาน ลงไปในแก้ว
- เติมด้วยนมสดเย็น
 - ตามด้วยโฟมนมเย็น
โรยผงชินนามอนบนโฟมนม ( ถ้าคุณชอบนะครับ )
เรียบร้อยครับ ... มีความสุขกับกาแฟคาปูชิโน่เย็น ของคุณกันได้นะครับ
( ถ้าชอบหวานสามารถเติมน้ำตาลหรือน้ำเชื่อมได้ครับ ตามความชอบเลยครับ )


วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556


ประวัติกาแฟและแหล่งกำเนิด

 
แหล่งกำเนิดเดิมของกาแฟมาจากประเทศอาบีซีเนีย หรือแถบประเทศอาราเบียน หรือประเทศอาหรับ ตะวันออกกลาง สมัยนั้นไม่มีผู้ใดให้ความสนใจเท่าใดนักจนกระทั่งล่วงเลยมาถึงศตวรรษที่ 9 มีการเลี้ยงแพะชาวอาราเบียคนหนึ่งชื่อ คาลดี (Kaldi) นำแพะออกไปเลี้ยงตามปกติ แพะได้กินผลไม้สีแดงชนิดหนึ่งเข้าไปแล้วเกิดความคึกคะนองผิดปกติ จึงได้นำเรื่องไปเล่าให้พระมุสลิมองค์หนึ่งฟัง พระองค์นั้นจึงได้นำผลของต้นไม้นั้นมากะเทาะเปลือกเอาเมล็ดไปคั่วแล้วต้มในน้ำร้อนดื่มเห็นว่ามีความกระปรี้กระเปร่า จึงนำไปเล่าให้คนอื่นฟังต่อไป
 
ชาวอาราเบียจึงได้เริ่มรู้จักต้นกาแฟมากขึ้น จึงทำให้กาแฟแพร่หลายเพิ่มขึ้นจากประเทศอาราเบีย เข้าสู่ประเทศอิตาลี เนเธอร์แลนด์ เยอรมัน ฝรั่งเศส
 
ชาวอาระเบียเรียกพืชนี้ว่า “คะวาฮ์” (Kawah) หรือ “คะเวฮ์” (Kaweh) ซึ่งแปลว่าพลัง (strength) หรือความกระปรี้กระเปร่า (vigor) ชาวตุรกีเรียกว่า “คะเวฮ์” (Kaveh) ต่อมาการเรียกชื่อกาแฟจึงเปลี่ยนแปลงไปตามแหล่งต่างๆของโลก เช่น คัฟฟี (Koffee) ในอังกฤษเรียกว่า “คอฟฟี” (coffee) อันเป็นชื่อที่รู้จักและใช้ในปัจจุบันนี้ เมื่อมาถึงประเทศไทยคนไทยเรียกว่า โกปี๊ ข้าวแฝ่ และกาแฟในที่สุด...
 

กาแฟเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของโลก กาแฟเกือบทุกพันธุ์มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในทวีปแอฟริกา แต่ที่ปลูกกันแพร่หลายในเชิงธุรกิจมีเพียง 2 พันธุ์ คือ กาแฟ อาราบิก้า ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Coffea arabica L.   และ กาแฟ โรบัสต้า ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Coffea canephora Pierre    ผลผลิตของเมล็ดกาแฟในโลกมีมากว่าหกล้านตัน ในจำนวนนี้เป็นเมล็ดกาแฟ อาราบิก้ามากกว่า 70% ที่เหลือเป็นเมล็ดกาแฟ โรบัสต้าและพันธุ์อื่น ๆ
 
      กาแฟ อาราบิก้ามีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมบนพื้นที่สูงของประเทศเอธิโอเปีย (อะบิสซีเนีย เดิม) ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 6-9 องศาเหนือ แต่อาจพบต้นกาแฟอาราบิก้า ตรงช่วงรอยต่อบนภูเขาระหว่างเอธิโอเปียกับซูดาน และเอธิโอเปียกับเคนยา ในเอธิโอเปียสามารถพบต้นกาแฟอาราบิก้า เจริญงอกงามอยู่ทั่วไป ภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่บนพื้นที่สูง ระหว่าง 1,370 -1,830 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง สภาพอากาศในแถบนั้น ค่อนข้างหนาวเย็น อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปี อยู่ระหว่าง 15-24 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั้งปีประมาณ 1,900 มิลลิเมตร สภาพดินเป็นดินร่วนสีแดง มีหน้าดินลึก สภาพอากาศโดยทั่วไปในแถบนี้ มี 2 ฤดู คือ ฤดูฝนและฤดูแล้ง ซึ่งมีพร้อมๆ กับฤดูหนาว
 
      ในยุคเริ่มต้นของกาแฟอาราบิก้า ประวัติและความเป็นมาค่อนข้างสับสน เพราะมีผู้พบเห็นต้นกาแฟอาราบิก้าเจริญงอกงามอยู่ทั่วไปใต้ต้นอินทผาลัม แถบเชิงเขาประเทศเยเมน แต่จากการศึกษาและสำรวจ โดยคณะผู้เชี่ยวชาญในด้านกาแฟอาราบิก้าของประเทศต่าง ๆ ที่ร่วมมือกัน ภายใต้ความช่วยเหลือขององค์กรระหว่างประเทศ สรุปว่า ในสมัยโบราณ ชาวเขาบางเผ่า ที่อาศัยอยู่บนที่สูงของประเทศเอธิโอเปีย ได้อพยพขึ้นเหนือมายังตะวันออกกลาง ได้นำเมล็ดกาแฟติดตัวมาด้วย และได้ปลูกไว้ตามเชิงเขา ชาวเขาเหล่านี้ ใช้เมล็ดกาแฟอาราบิก้าผสมกับไขสัตว์ ปั้นเป็นก้อนกลมๆ ใช้เป็นอาหารเวลาเดินทางไกล
 
ต่อมาเมื่อชาวเปอร์เซียเรืองอำนาจ ได้ขยายอาณาจักรมาสู่ตะวันออกกลาง ได้ขับไล่ชาวเขาเหล่านี้กลับสู่ป่าเอธิโอเปียดังเดิม ส่วนต้นกาแฟอาราบิก้ายังคงเจริญงอกงาม และขยายพันธุ์ตามธรรมชาติต่อๆกันมาแถบเชิงเขาประเทศเยเมน แต่มีบางกระแสเชื่อว่า ในศตวรรษที่ 15 นักเดินทางชาวอิสลามได้นำต้นกาแฟอาราบิก้าจากเอธิโอเปียมาปลูกไว้ ที่อาราเบีย ชาวดัชท์ได้เดินทางมายังอาราเบียในศตวรรษที่ 16 ได้พบต้นกาแฟอาราบิก้า เจริญอยู่ทั่วไป จึงนำเมล็ดกาแฟไปเพาะและปลูกไว้ ตามแหล่งอื่นๆของโลก
 
 ในศตวรรษที่ 17 นักแสวงบุญอิสลาม ชาวอินเดีย ได้นำเมล็ดกาแฟอาราบิก้าจากประเทศเยเมน มาปลูกไว้ตามเชิงเขาของรัฐคาร์นาตากา ในประเทศอินเดีย และชาวฝรั่งเศสได้นำเมล็ดกาแฟอาราบิก้า จากอาราเบียไปปลูกที่เมืองเบอร์บอง เกาะรี-ยูเนียน กาแฟอาราบิก้าจากแหล่งปลูกเหล่านี้ ได้แพร่กระจากไปทั่วโลก ซึ่งใช้เวลามากกว่า 2 ศตวรรษ

ประโยชน์ของกาแฟ

กาแฟจะกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางทำให้ไม่ง่วง สมาธิในการทำงานดีขึ้น ผู้ที่ดื่มกาแฟจะทำให้ไม่ง่วงนอน มีสมาธิในการทำงาน และยังทำให้ความสามารถในการทำงานดีขึ้น และยังลดอาการปวดเมื่อยเนื่องจากไข้หวัด

ผลต่อสมรรถภาพของร่างกายดีขึ้น เช่นการขี่จักรยาน การว่ายน้ำ เล่นกีฬาได้นานขึ้น

ผลดีของกาแฟจะทำให้ไม่ง่วงนอน โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเป็นกะ และช่วยลดอุบัติเหตุขณะขับรถ

กระตุ้นอวัยวะของร่างกายและเพิ่มการเผาผลาญไขมันและช่วยลดน้ำหนักได้ด้วย กาแฟจะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะอ่อนๆ ดังนั้นขณะออกกำลังกายหรือหลังออกกำลังกายไม่ควรรับเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาแฟ เพราะจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ